เรียนปริญญาโทยังไงให้จบ 2 ปี โดยที่ยังทำงานไปด้วย
1. ทำไมถึงตัดสินใจที่จะเรียน
ผมว่าการศึกษามันไม่มีที่สิ้นสุดนะ ยิ่งทำงานสายคอมพิวเตอร์แล้ว ความรู้ใหม่ๆ ต้องอัปเดตอยู่เสมอ แต่เดิมทีผมจะลงคอร์สเรียนเพื่อเสริมทักษะในการทำงานอยู่แล้ว แต่การเรียนต่อมันทำให้ผมได้ความรู้ต่างๆ ได้เจอเพื่อนๆ ได้เรียนรู้การทำวิจัย มันทำให้เรากระตือรือร้นในการอยากรู้ไปอีก และที่สำคัญได้ Connection เพิ่มเติมทั้งอาจารย์ และสังคมที่กว้างขึ้น ทำให้เรามีงานขึ้นไปอีก
2. เรียนสาขาอะไร และทำไมถึงเลือกเรียนสาขานี้
ก่อนที่จะเริ่มเรียนผมนั่งหาข้อมูลหลักสูตรต่างๆ ในแต่ละมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงเทพทั้งหมด ว่าหลักสูตรไหนตอบโจทย์เราบ้าง เช่น เพิ่มทักษะในการทำงาน ตรงสายที่ทำงานอยู่ และเราชอบมันจริงๆ จนผมพบหลักสูตร หลักสูตรวิศวกรรมเว็บและการพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา (WE) ซึ่งเข้าไปอ่านเนื้อหาหลักสูตรแล้วพบว่ามันตรงมาก สอนเขียนโปรแกรมแทบจะทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นทางด้าน web application และ mobile application โดยที่ตอนผมเรียนจะสอนการพัฒนาแอปพลิเคชันบนอุปกรณ์พกพา (สมาร์ทโฟน , แท็ปเล็ต) ตลอดจนการสร้าง API และฐานข้อมูล แต่ความได้เปรียบของผมคือ ผมทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่แล้ว ก็เลยไปเร็วกกว่าเพื่อนหลายคนหน่อย นอกจากนี้ยังมีวิชาสอนการบริหารโครงการอีกด้วย แค่ชื่อสาขาก็บอกชัดเจนแล้วว่าเรียนเกี่ยวกับอะไร แล้วได้อะไร สำหรับผมมันหายากมากที่มหาวิทยาลัยจะพาเจาะลึกเฉพาะด้าน มันทำให้นักศึกษาตีกรอบการเรียนของตัวเองได้ง่าย
3. หลักสูตรนี้มีแผนอะไรบ้าง
โดยทั่วไปหลักสูตรปริญญาโท ไม่ว่าจะมหาวิทยาลัยไหนก็ตาม จะมีแผน ก. และ แผน ข. บางมหาวิทยาลัยที่เน้นงานด้านวิจัยหน่อยก็จะเน้น แผน ก. ไปเลย แต่หลักสูตรที่ผมเรียนจะมีให้เลือก โดยจะอธิบายว่าแต่ละแผนคืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง
- แผน ก. คือแผนการเรียนที่จะเน้นการทำวิจัยเป็นหลัก สามารถนำความรู้ที่ได้จากกเรียนวิชาเลือกและวิชาบังคับมาทำวิจัยได้ ซึ่งหน่วยกิตก็จะเน้นที่การทำวิจัยเป็นหลัก ในภาษาวิชาการก็คือ แผน วิทยานิพนธ์ ซึ่งข้อดีคือทำให้ผู้เรียนนั้นสามารถทำงานวิจัยและค้นคว้าในเชิงลึกได้อย่างดี อีกทั้งแผนนี้สามารถต่อยอดเรียนปริญญาเอกได้ หรือสามารถสมัครเป็นอาจารย์มหาวทิยาลัยได้นั่นเอง ส่วนข้อเสียนั้นถ้าตีพิมพ์งานวิจัยช้า ก็จะทำให้ผู้เรียนนั้นจบช้าไปด้วย เพราะกฏนี้แทบจะทุกมหาวิทยาลัย แผนวิจัยต้องมีการตีพิมพ์อย่างน้อย 1 บทความ ต้องวางแผนชีวิตดีๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนเลยละ
- แผน ข. คือแผนการเรียนที่ทำโปรเจ็กเป็นหลัก ผู้เรียนบางคนอาจจะเอาปัญหาที่ทำงานมาพัฒนาเป็นโปรเจ็กจบได้ หรือต้องการที่จะพัฒนาอะไรซักอย่างเพื่อแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ ได้ มันก็คือการค้นคว้าอิสระนั้นเอง ในภาษาวิชาการก็คือ แผน สารนิพนธิ์ ข้อดีคือ สามารถเลือกงานที่เราสนใจและต้องการที่จะแก้ปัญหาที่ใกล้ตัวเราได้ เช่น พัฒนาเว็ปขายของออนไลน์ การทำระบบลางาน เป็นต้น ก็สามารถนำมาเคลมจบได้ ทั้งนี้ก็ต้องเห็นชอบกับอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยนะ ซึ่งความกดดันในเรื่องเวลามันจะไม่หนักเท่าแผน ก. ข้อเสียคือ ไม่สามารถเรียนต่อปริญญาเอกได้ แต่คนที่มาเรียนกับผมบางคนก็เป็นข้าราชการอยู่แล้ว เค้าแทบจะไม่สนอะไรอยู่แล้ว เพราะเรียนเพื่อจบ และเอาไปอัพเงินเดือน และสายนี้ยังเหมาะกับคนที่เปลี่ยนสายงานและอยากอัปเกรดตัวเองด้วยนะ
4. แล้วเรียนแผนอะไร
ผมเลือกเรียนแผน ก แบบ ก.2 ครับ โดยหลักสูตรที่ผมเรียนจะไม่มีแบบ ก.1 ซึ่ง ก.1 จะเน้นทำวิจัยแบบเข้มข้น ไม่ต้องไปเรียนวิชาบังคับ และวิชาเลือก ในมุมมองผมที่ต้องเรียน แผน ก. ก็เพราะว่า ไหนๆ ก็มีความตั้งใจจะเรียนอยู่แล้ว งั้นก็เรียนแผนทำวิจัยไปเลยซิ เราก็ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์มีเทคนิคอยู่แล้ว และในอนาคตจะได้มีอะไรให้ทำอีกเยอะ ซึ่งผมคิดถูกมาก ผมเรียนจบปุ๊ป อาจารย์ดึงตัวผมไปช่วยสอนทันที และยังได้โอกาสในการทำวิจัยเพิ่มเติมด้วย พูดง่ายๆ แบบคนทำงานก็คือ เราได้งานและรายได้เพิ่มนั้นแหละ ส่วนในอนาคตก็อยากจะเรียนต่อปริญญาเอกอยู่นะ
5. วางแผนการเรียนยังไง
การเรียนปริญญาโท ต้องศึกษาเงื่อนไขในแต่ละมหาวิทยาลัยก่อนว่าแผนการเรียนต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะสามารถจบได้ ที่แน่ๆ คือต้องผ่านภาษาอังกฤษ เงื่อนไขนี้แทบจะทุกมหาวิทยาลัยเลยละ ซึ่งผมกำหนดแผนไว้ดังนี้
- เคลียร์ภาษาอังกฤษให้เสร็จภายใน 1 ปี นั่นคือจะมีการจัดสอบภาษาอังกฤษเป็นช่วงๆ เราเลือกช่วงที่เร็วที่สุด แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ไปลงเรียนได้ ใช้เวลาเรียน 1 เดือน (แนะนำนะครับ เป็นไปได้ถ้าจะให้ดีกว่าผมก่อนมาสมัครเรียนควรสอบภาษาอังกฤษหรือมีผลภาษาอังกฤษมาแนบเลยนะครับ เช่น Toeic ส่วนเกณฑ์คะแนนขึ้นแต่ละมหาวิทยาลัยเลย น่าจะ 400 ขึ้นไปแหละ)
- ผมได้หัวข้อวิจัยช่วงปี 1 เทอม 2 จากนั้นผมก็เร่งปรึกษาอาจารย์เลยครับ ว่าจะทำอไะรบ้าง และเริ่มเขียนบทความส่งได้เลยหรือไม่ แต่ที่สุดแล้วอาจารย์แนะนำว่าให้เริ่มร่างไว้เลย ไม่ต้องรองานเสร็จ เพราะมันจะใช้เวลา โดยจะเริ่มร่างว่า ทำอะไร ทำไมต้องทำ ที่อื่นเค้าทำกันยังไง แล้วเราจะใช้อะไรทำ ผลได้ยังไง ไปก่อน ซึ่งบทความแรกของผมเป็น Conference ของ NCCIT2022 (NCCIT2022 The 18th National Conference on Computing and Information Technology) ของมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บทความแรกอาจจะเป๋ๆๆ หรือ เอ่อๆ หน่อยเพราะเป็นบทความแรกในชีวิต ตัวเลขก็ผิด ฮ่าๆ แต่ก็ผ่านมาได้ ซึ่งใช้เวลาเขียน 1 เดือน (ยังไม่รวมเวลารอการตอบรับและเผยแพร่ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน) หัวข้อ A Comparison of Machine Learning Models for COVID-19 Patients Screening
- หลังจากบทความแรกได้รับการตอบรับ ทำการแก้ไขปรับปรุง แล้วก็ส่งตามที่กรรมการคอมเม้นมา จากนั้นก็เผยแพร่ ซึ่งเงื่อนไขในการเรียนจบผมครบแล้ว ภาษาอังกฤษผ่าน มีบทความวิจัยที่เผยแพร่ละ โล่งอกไปอีก ทีนี้ก็จะเหลือแต่เขียนเล่มวิทยานิพนธิ์ รวมทั้งสอบเปิดหัวข้อ (สอบ proposal) และสอบจบ
- จากนั้นด้วยระยะเวลาผมเหลืออีก 1 ปี ผมจึงมาพัฒนาโปรแกรมที่ใช้ในการวิจัยจนเสร็จใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ผมจึงมาเขียนบทความในระดับ Journal โดยเป็นของ JIST (JOURNAL OF INFORMATION SCIENCE AND TECHNOLOGY) ในหัวข้อ Towards Machine Learning Algorithm for Screening Prediction of COVID-19 Patients ซึ่งจะเป็นการเขียนบทความวิจัยที่เข้มข้นกว่า (สาเหตุที่ผมอยากเขียนงานวิจัยในระดับนี้ เพราะผมเชื่อว่าเรามีผลงานวิจัยที่ดีและเป็น Journal จะช่วยให้ปูทางให้เราทำงานสายวิชาการได้ด้วย เราจะต้องเป็นคนที่ได้ทั้งเทคนิคและวิชาการ)
- เมื่อทุกอย่างเข้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาจึงตัดสินใจให้ผมสอบเปิดหัวข้อ Proposal ช่วงเทอมที่ 2 ใน ปี 2 จากนั้น 1 เดือนถัดมา ผมจึงสอบปกป้อง (สอบจบ ซึ่งทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี)
- หลังจากสอบเสร็จแล้ว ด้วยความที่คึกมาก ผมจึงมาเขียนอีกบทความซึ่งเป็น Conference เช่นกัน ซึ่งคือ การประชุมวิชาการระดับชาติ H.E.A.T. ANTI-AGING CONGRESS 2022 and National Conference on Wellness Management: Tourism, Technology, and Community ในหัวข้อ Prediction model in the screening of COVID-19 patients using machine learning
- ทีนี้ก็มีมาเก็บรายละเอียดรูปเล่มวิทยานิพนธิ์ผมก็ใช้เวลาแก้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ จนเข้าที่ ซึ่งรูปเล่มวิทยานิพนธิ์ผมเริ่มเขียนก่อนสอบเปิดหัวข้อแล้ว เลยให้อาจารย์ตรวจดูด้วยเวลาที่ทำเสร็จ ผมก็เลยใช้เวลาแก้เล่มไม่นาน จากนั้นเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโอเคแล้ว เราจะรู้สึกโล่งมาก ....เตรียมจ่ายเงินและส่งเข้าบัณฑิต
- จบ 2 ปีพอดีเป๊ะ มีผลงานวิจัยตั้ง 3 บทความ
6. แบ่งเวลายังไง
ด้วยความที่เราเป็นคนรุ่นใหม่ คงจะให้ความสำคัญกับคำว่า Work life balance ด้วยละ ผมทำงานจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 - 17.30 เมื่อถึงเวลาเลิกงานปุ๊บ ผมก็ทานข้าว อาบน้ำให้เรียบร้อย ใช้เวลาทำการบ้าน หรือ ทำงานวิจัย ประมาณ 19.00 - 21.00 เกือบทุกวัน ใช้เวลานอนให้เพียงพอ พยายามไม่กดดันตัวเอง เดินไปตามเวลา แต่เราต้องเป๊ะจริงๆ นะ เรียงลำดับเลยว่าตั้งแต่เราเริ่มก้าวเข้ามาเรียน เราจะทำอะไรบ้าง เรียงเป็นขั้นตอนไปเลย เผลอๆ หลายๆ คนอาจจะจบ 1 ปีครึ่งได้ด้วยซ้ำ ถ้าบริหารชีวิตได้ (แต่ชีวิตมักมีเซอร์ไพรส์นะ มันจะมีเหตุการณ์เข้ามา และทำให้เราเสียเวลา ทีแรกผมก็อยากจบ 1 ปีครึ่งเหมือนกัน แต่ก็ขึ้นกับจุดยืนของแต่ละคนด้วย) สรุปสั้นๆ เลยนะ มีระเบียบกับตนเอง วางแผนการเรียนว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละเทอม แค่เท่านี้ก็จะมีเวลาเรียน เวลาทำงาน เวลานอน ที่สำคัญยังมีเวลาออกไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนอีกต่างหาก
7. เรียนเสร็จและทำเรื่องจบแล้ว แต่มาเขียนบทความวิจัยต่อ ในช่วงระหว่างรอขึ้นทะเบียนบัณฑิต
คืออันที่จริงๆ ผมจะไม่ทำก็ได้นะ แต่อาจารย์ไกด์มาว่าสนใจหรือไม่ ซึ่งแน่นอนผมกำลังคึก ฮ่าๆ ก็เลยทำไป เป็นบทความ International ซึ่งแน่นอนละผมไม่เก่งภาษา แต่ให้อาจารย์ช่วยอยู่ ก็เลยส่งไปอีก สรุปแล้ว ชีวิตเส้นทางการเรียนปริญญาโทผม มีบทความวิจัย 4 บทความ ปรบมือให้ตนเองแป๊บ ซึ่งหัวข้อที่ 4 คือ A Prediction Model for Screening Covid-19 Patients ซึ่งเป็นฐาน INCIT